ชุมชนมอญบ้านม่วง ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

ชุมชนมอญบ้านม่วง ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

ชาวไทยเชื้อสายมอญในจังหวัดราชบุรี ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ริมสองฝั่งของแม่น้ำแม่กลอง
ที่อำเภอโพธาราม และอำเภอบ้านโป่ง เชื่อกันว่าบรรพบุรุษรุ่นแรกอพยพมาจากพม่าเมื่อครั้งรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2133-2148) โดยติดตามพระมหาเถรคันฉ่อง ซึ่งเป็นพระสงฆ์เชื้อสายมอญนิกาย มหายานเข้ามาตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำแม่กลอง ให้ชื่อหมู่บ้านเหมือนเดิมในพม่าว่า “บ้านม่วง” และตั้งชื่อวัดประจำหมู่บ้านว่า “วัดม่วง” ในทะเบียนวัดกรมการศาสนาได้ระบุว่า “วัดม่วงประกาศจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. 2223 ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยาในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) วัดม่วงจึงมีอายุไม่ต่ำกว่า 339 ปีเมื่อนับจากปัจจุบันคือ พ.ศ. 2562

ภาพที่ 1 ชุมชนมอญบ้านม่วง ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อสังคมวัฒนธรรม ชุมชนบ้านม่วงยังคงรักษา
อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม โดยยังคงมีการสืบทอดมรดก
การทอผ้าด้วยมือและลวดลายดั้งเดิมไว้ ชาวมอญบ้านม่วงมีความรู้เรื่องการทอผ้าด้วยมือมาช้านานตั้งแต่อดีตและยังคงสืบทอดต่อกันมาถึงปัจจุบัน โดยรูปแบบการทอยังใช้กี่ซัดหรือกี่ที่พุ่งกระสวยด้วยมือซึ่งเป็นเครื่องหูกที่กางไว้กับกี่ แล้วใช้มือซัดกระสวยไปมาทางขวาแทนการใช้กี่กระตุกซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาภายหลัง

ภาพที่ 2 การทอผ้าของสตรีมอญบ้านม่วง

ผ้าทอมือของชาวมอญตำบลบ้านม่วงมีรูปแบบเนื้อผ้าและลวดลายผ้าทอมือที่มีเสน่ห์เดิมๆ แบบชาวบ้าน ไม่ได้แต่งลวดลายจากภายนอกให้เกินงาม ด้วยความร่วมมือของคนในชุมชนที่พยายามอนุรักษ์ การทอผ้าอันเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่เคยพึ่งพาตัวเองได้ในอดีต โดยทอเป็นผ้านุ่งและผ้าขาวม้าสีสดใสแบบชาวมอญ ทำให้ปัจจุบันผ้ามอญทอมือของชุมชนบ้านม่วงเริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นสินค้าสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ 2549 ประเภทผลิตภัณฑ์ ผ้า เครื่องแต่งกาย

ภาพที่ 3 ผ้าขาวม้าบนผ้าลายเกร็ดเต่า ชุมชนมอญบ้านม่วง
ภาพที่ 4 ผ้าขาวม้าและผ้าโสร่งลายตะแกรง ชุมชนมอญบ้านม่วง

ชาวบ้านม่วงในอดีตมีวิถีทำนาเป็นหลัก ยามว่างผู้หญิงเกือบทุกครัวเรือนจะทอผ้าไว้ใช้นุ่งห่มทั้งชายและหญิง มักทอผ้าใต้ถุนบ้านหรือภายในบ้าน ทอด้วยกี่โบราณและมักปลูกฝ้าย ปั่นฝ้ายเอง ส่วนผ้าที่ทอได้แก่ ผ้าผืน (สำหรับนุ่งเป็นโจงกระเบน) ผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้า ผ้าซิ่น และยังทอผ้าปูที่นอน ผ้าม่าน มุ้ง ย่าม และอื่น ๆ ด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ผ้าโสร่งทอด้วยลายตะแกรงเล็ก ลายตะแกรงใหญ่ ลายเม็ดพุทรา ลายลูกตาล ผ้าขาวม้าทอด้วยลายตารางเล็ก ลายตารางใหญ่ และผ้าซิ่นทอด้วยลายพันตัว ลายทางลง ลายเกล็ดเต่า ลายหางกระรอก

ภาพที่ 5 การแต่งกายของสตรีมอญบ้านม่วง

ในช่วงหลังปี พ.ศ.2520 การทอผ้าของชาวบ้านม่วงเริ่มลดน้อยลงไปมาก เพราะคนรุ่นใหม่เรียนและทำงานในเมืองและกรุงเทพฯ จึงไม่นิยมแต่งกายตามวิถีเดิม ยกเว้นผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในชุมชนยังคงนิยมแต่ง โดยเฉพาะในเทศกาลงานบุญ ปัจจุบันจึงเป็นที่น่าภาคภูมิใจที่การทอผ้าด้วยกี่โบราณและลวดลายเดิมยังมีตามบ้านของชุมชนบ้านม่วงอยู่ถึงจะไม่มากนัก ต่อมาในปี พ.ศ.2547 ได้มีความพยายามสืบสานผ้าทอมือบ้านม่วงและเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้าน นายปริญญา เสาว์ทองหยุ่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านม่วงขณะนั้น ได้ของบประมาณจากจังหวัดมาซื้ออุปกรณ์ และเครื่องทอผ้าแบบกี่กระตุก พร้อมทั้งเชิญวิทยากรมาอบรมฝึกชาวบ้านทอผ้า จึงเกิดการรวมกลุ่ม “กลุ่มผ้ามอญทอมือ” และใช้อาคารอเนกประสงค์ของโรงเรียนวัดม่วงเก่าเป็นแหล่งทอผ้าของกลุ่มนี้นับแต่นั้นมา ในปัจจุบันวิถีการทอผ้าของชุมชนมอญบ้านม่วงจึงมีทั้งใช้กี่แบบกระตุกและแบบพุ่งกระสวยด้วยมือ

ภาพที่ 6 การทอผ้าของสตรีกลุ่มผ้ามอญทอมือ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

บทความที่เกี่ยวข้อง